|
ผลการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
|
| |
การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้เกณฑ์ 2 ประการ ดังนี้ |
(1) การจัดลำดับความสำคัญด้วยมูลค่าความเสียหายของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
ภายใต้เงื่อนไขของการมีสังคมที่ยั่งยืนถูกนำมากำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าความเสียหายเพื่อให้มูลค่าความเสียหายสะท้อนระดับความรุนแรงของปัญหาที่แท้จริงที่เป็นภัยต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไรก็ตาม เนื่องจากความแตกต่างของลักษณะของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงทำให้วิธีการคำนวณมูลค่าความเสียหายในการศึกษานี้มีหลากหลายวิธี เช่น ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมดไป เช่น ทรัพยากรดิน ป่า น้ำ ประมงทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง เป็นการคำนวณต้นทุนการทดแทน การสูญเสียรายได้ การสูญเสียทรัพย์สิน สำหรับด้านมลพิษทางอากาศและมลพิษทางน้ำ เป็นการคำนวณมูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพ ส่วนมลพิษจากขยะและของเสียอันตรายจะคำนวณต้นทุนการป้องกันและการกำจัด เป็นต้น
|
| |
| การคำนวณมูลค่าความเสียหายต้องคำนึงถึงกลไกหรือการทำงานของ 3 สถาบันด้วย ได้แก่ สถาบันการศึกษา ซึ่งการให้ความรู้ต่อประชาชนอย่างเพียงพอจะส่งผลให้คนในสังคมมีพฤิกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างพอประมาณ สถาบันภาครัฐ โดยการมีนโยบาย แผนงาน และการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติที่ดีจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม และสถาบันภาคเศรษฐกิจ ที่มีการกำหนดเครื่องมือทางการเงินและการคลังที่เหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอัตราที่เหมาะสมต่างๆ เป็นต้น หากสถาบันทั้ง 3 ข้างต้น มีการดำเนินการที่ดีแล้ว การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับที่เหมาะสมและจะนำสังคมไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด อย่างไรก็ตาม พบว่า การทำงานของสถาบันภาคการศึกษา สถาบันภาครัฐ และสถาบันภาคเศรษฐกิจยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นตัวกำหนดว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประเภทใดอยู่ในระดับที่เกินศักยภาพของการจัดการที่ยั่งยืน เช่น |
| |
- ผลกระทบสุขภาพและการสูญเสียรายได้ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาทรัพยากรแร่และพลังงาน เป็นปัญหาที่กลไกการทำงานของทั้งสามสถาบันยังไม่มีการจัดการใดๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพยากรแร่และพลังงาน ที่ในขณะนั้นเน้นการพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงคำนวณมูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพและการสูญเสียรายได้ของประชาชนเพื่อสะท้อนระดับความรุนแรงของปัญหาที่เกินศักยภาพของการจัดการที่ยั่งยืน และภาครัฐควรให้ความสำคัญกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
|
- สำหรับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ พบว่า มีกลไกการทำงานของสถาบันอย่างน้อย 1 หรือ 2 สถาบัน แต่กลไกการทำงานของสถาบันเหล่านั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ดังนั้น จึงคำนวณมูลค่าความเสียหายเฉพาะส่วนที่เกินศักยภาพของการจัดการที่ยั่งยืน เช่น ทรัพยากรประมงทะเล คำนวณเฉพาะปริมาณการจับประมงทะเลที่เกิน maximum economic yield เป็นต้น
|
- การจัดการขยะเป็นกรณีที่มีกลไกการทำงานของทั้งสามสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ มีนโยบายและแผน และมีการใช้เครื่องมือทางการเงินการคลังในการบริหารจัดการ แต่การทำงานของสถาบันเหล่านั้นยังไม่มีประสิทธิภาพและยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับปริมาณขยะที่เกิดขึ้นมีมากเกินความสามารถในการกำจัด ดังนั้น จึงคำนวณมูลค่าความเสียหายหรือต้นทุนการกำจัดในส่วนที่ภาครัฐไม่สามารถกำจัดได้
|
| ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบางประเภทอยู่ในกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องคำนวณมูลค่าความเสียหาย ทั้งนี้เนื่องจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นยังไม่อยู่ในระดับที่เป็นภัยต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ การใช้ทรัพยากรแร่และทรัพยากรพลังงานไม่มีต้นทุนทางสังคม มลพิษจากเสียงยังไม่สร้างปัญหาหรือผลกระทบ และทรัพยากรป่าชายเลน ที่มีพื้นที่สูงกว่าเป้าหมายที่นโยบายระดับชาติกำหนดไว้ จึงไม่จำเป็นต้องคำนวณต้นทุนความเสียหาย ถึงแม้ว่าในแต่ละปีจะมีการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนไปบ้าง และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพื้นที่ป่าชายเลนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย |
| จากการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมเกินระดับของการพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่า ลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
(พ.ศ. 2542-2546) พบว่าปัญหาในลำดับต้นๆ เป็นปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน ทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในลำดับรองลงมา ได้แก่ มลพิษทางอากาศ มลพิษจากของเสียอันตรายชุมชน มลพิษจากขยะ และมลพิษทางน้ำ เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มและทิศทางของปัญหา พบว่า ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติค่อยๆ ลดลง |
| |
(2) การจัดลำดับความสำคัญด้วยทัศนคติของประชาชนที่มีต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
|
| |
การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการสำรวจทัศนคติของสังคมเป็นการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางสังคมตั้งแต่ประชาชนไปจนถึงองค์กรในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การสำรวจทัศนคติของประชาชนจึงเป็นช่องทางหนึ่งของกระบวนการเปิดโอกาสให้สังคมได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การที่สังคมสามารถพัฒนาระบบการสำรวจทัศนคติของประชาชนเป็นระยะๆ จะทำให้ผู้บริหารประเทศมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำแผนงานเพื่อให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปในทิศทางที่ประชาชนต้องการ
|
| |
|
ผลการจัดลำดับความสำคัญด้วยทัศนคติของประชาชนที่มีต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัย ที่เกิดขึ้นทุกปีและมีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการจัดการกับปัญหาทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ ประชาชนยังให้ความสำคัญกับปัญหาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรพลังงาน สำหรับปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประชาชนเห็นความสำคัญของปัญหาใกล้ตัวและเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ขยะ และมลพิษทางน้ำ
|
| |
ผลการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
ผลการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยมูลค่าความเสียหายและการสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ปัญหาสำคัญ 5 ลำดับแรก มีดังนี้ ลำดับที่ 1 การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ ลำดับที่ 2 อุทกภัยและภัยแล้ง ลำดับที่ 3 ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน ลำดับที่ 4 มลพิษจากขยะ และลำดับที่ 5 มลพิษทางอากาศ ดังตาราง
|
ตารางแสดง ผลการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยมูลค่าความเสียหายและการสำรวจทัศนคติของประชาชน |
ผลการจัดลำดับ*
(ลำดับที่)
|
ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม |
ลำดับความสำคัญ
(จำแนกตามวิธีการจัดลำดับ)
|
จัดลำดับด้วย
มูลค่าความเสียหาย |
จัดลำดับด้วย
ทัศนคติประชาชน |
1 |
ทรัพยากรป่าไม้ |
1 |
2 |
2 |
ทรัพยากรน้ำ |
3 |
1 |
3 |
ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน |
2 |
6 |
4 |
มลพิษจากขยะ |
7 |
4 |
5 |
มลพิษทางอากาศ |
5 |
7 |
6 |
มลพิษทางน้ำ |
8 |
5 |
7 |
ทรัพยากรพลังงาน |
11 |
3 |
8 |
ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง |
4 |
10 |
9 |
มลพิษจากสารอันตราย |
9 |
8 |
10 |
มลพิษจากของเสียอันตรายจากชุมชน |
6 |
12 |
11 |
ทรัพยากและแร่ |
10 |
9 |
12 |
มลพิษทางเสียง |
12 |
11 |
|
| หมายเหตุ: * เป็นการจัดลำดับใหม่ โดยการหาค่าเฉลี่ยของลำดับความสำคัญจากการจัดลำดับด้วยมูลค่า |
| ความเสียหายและทัศนคติของประชาชน |
| ที่มา: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2549 |
| |
|
|
สถานการณ์
ทรัพยากรป่าไม้ เป็นทรัพยากรที่มีความเกี่ยวข้องกันกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นๆ อย่างเด่นชัด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรอื่นในหลายด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหมายถึง ความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ รวมไปถึงการดูดซับน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และปัญหาดินถล่ม
ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ 171 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53.3 ของพื้นที่ประเทศ และลดลงเหลือ 81
ล้านไร่ หรือร้อยละ 25.3 ของพื้นที่ประเทศ ในปี พ.ศ. 2541 และจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณพื้นที่ป่า ทำให้พื้นที่ป่าในปี พ.ศ. 2543 มีพื้นที่เท่ากับ 106 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33.1 ของพื้นที่ประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2547 พื้นที่ป่าในประเทศไทยกลับลดลงเหลือ 105 ล้านไร่ หรือร้อยละ 32.5 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการลดลงของพื้นที่ป่าที่มีอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่มีปัญหาการลดลงของป่าไม้มากที่สุดในปัจจุบัน คือ พื้นที่ภาคเหนือ ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
การลดลงของพื้นที่ป่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้เพื่อการค้า รวมทั้งนโยบายของรัฐที่เน้นการพัฒนาทางด้านเศรษกิจและสังคม ได้แก่ การให้สัมปทานการทำไม้ การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ และการเกิดไฟป่า
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 1 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องมาจากการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ได้ส่งผลต่อระบบนิเวศ และประโยชน์ที่จะได้รับจากทรัพยากรป่าไม้ทั้งที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตมูลค่าการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้พิจารณาจากเป้าหมายของประเทศที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยประเมินจากส่วนต่างของพื้นที่ป่าไม้กับเป้าหมายโดยใช้มูลค่าป่าต่อไร่จากงานของ TDRI และ HIID (1995) โดยคิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพราะในปีดังกล่าวพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งเท่ากับเป้าหมายที่ภาครัฐได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ข้อมูลพื้นที่ป่าจะใช้ข้อมูลจากกรมป่าไม้ ดังนั้นในการคำนวณหาต้นทุนจากการสูญเสียพื้นที่ป่าจึงคำนวณมูลค่ารายปี มีมูลค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เฉลี่ยเท่ากับ 80,813 ล้านบาทต่อปี นับเป็นมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อปีสูงสุด จึงจัดให้เป็นปัญหาที่มีความสำคัญลำดับที่ 1 ของประเทศ
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชนที่มีต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่า ประชาชนร้อยละ 16.3 มีความเห็นว่าปัญหาการสูญเสียป่าไม้เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
|
|
สถานการณ์
ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำพอเพียง แต่มีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ทำให้บางพื้นที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำหมุนเวียนที่ใช้ได้ในประเทศ (internal renewable water resource) ซึ่งเท่ากับ 3,308 ลูกบาศก์เมตรต่อคน สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ยอมรับได้ขององค์การสหประชาชาติ คือ ต้องไม่น้อยกว่า 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยถือว่ามีปริมาณน้ำหมุนเวียนที่ใช้ได้ในประเทศค่อนข้างน้อย
ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของประเทศไทยในช่วง 45 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 0.4 ต่อปี สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะอากาศของประเทศไทยด้วย ส่วนปริมาณฝนเฉลี่ยรายภาคพบว่า ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้มีแนวโน้มลดลง ส่วนภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ในส่วนของปริมาณน้ำท่าก็มีปัญหาในด้านการบริหารจัดการเช่นกัน แม้ว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำท่าเพียงพอต่อความต้องการ แต่มักจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งและประสบอุทกภัยในฤดูฝน ในอนาคต (20 ปี ข้างหน้า) หากมีการใช้น้ำมากขึ้น ประเทศไทยจะประสบปัญหาทรัพยากรน้ำ จากการพยากรณ์ความต้องการน้ำในอนาคต ภายใต้เงื่อนไขของการพัฒนาโครงการชลประทานเต็มพื้นที่ ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 126,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี พ.ศ. 2564 แต่ปริมาณน้ำเก็บกักมีเพียง 73,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น
ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำเพียงพอกับความต้องการ แต่มิได้มีมากอย่างที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจ ปัญหาสำคัญคือการบริหารจัดการที่ดี เนื่องจากการกระจายของน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งมีความแตกต่างกัน ปริมาณน้ำส่วนใหญ่ที่ประเทศไทยได้รับอยู่ในช่วงฤดูฝน (ประมาณร้อยละ 85) ในฤดูแล้งต้องพึ่งพาน้ำที่เก็บกักไว้ตามแหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาภัยแล้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อราษฎรและความเสียหายต่อการเกษตรคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี โดยลุ่มน้ำที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี ได้แก่ ลุ่มน้ำยม วัง โขง ชี มูล เจ้าพระยา ท่าจีน ปราจีนบุรี บางปะกง สะแกกรัง และทะเลสาบสงขลา ปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้นในเกือบทุกลุ่มน้ำของประเทศไทย โดยได้สร้างความเสียหายในแต่ละปีเฉลี่ยประมาณ 4,000 ล้านบาท
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาทรัพยากรน้ำในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 3 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องมาจากการจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โครงการพัฒนาต่างๆ ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเมื่อประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัย และภัยแล้ง พบว่า มูลค่าความเสียหายโดยรวมด้านทรัพยากรน้ำ มีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 7,032 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัย 6,443 ล้านบาทต่อปี และมูลค่าความเสียหายจากน้ำแล้ง 588 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 32.7 มีความเห็นว่าปัญหาการเกิดภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
| |
|
สถานการณ์
ทรัพยากรดินและที่ดินถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินและที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในภาคการเกษตร และเป็นที่ตั้งของที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ แต่จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของเขตเมือง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้ที่ผ่านมามีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินอย่างไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพในหลายพื้นที่ ซึ่งเมื่อประกอบกับปัญหาการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ การพังทลายของดิน และการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจาก 506,428 ตัน ในปี พ.ศ. 2518 เป็น 4,035,570 ตัน ในปี พ.ศ. 2546 จึงส่งผลให้ทรัพยากรดินในหลายพื้นที่ของประเทศมีปัญหาความเสื่อมโทรม เช่น การเกิดดินเค็ม ดินเปรี้ยว และดินขาดอินทรียวัตถุ เป็นต้น
นอกจากปัญหาความเสื่อมโทรมของดินแล้ว ประเทศไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับการกระจายตัวของการถือครองที่ดิน ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน โดยจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้านโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2548 พบว่า มีครัวเรือนในชนบทจำนวน 451,312 ครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ในขณะที่ที่ดินจำนวนหนึ่งถูกครอบครองไว้โดยไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดมาตรการที่เหมาะสม เช่น มาตรการทางการเงินมาตรการทางกฎหมาย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ได้แก่ การสร้างเมืองหรือนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่เมือง รวมถึงการส่งเสริมการเกษตรที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชที่ได้รับการส่งเสริมในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแทนการใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ หรือการปลูกป่าเศรษฐกิจ |
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาทรัพยากรดินและการใช้ที่ดินในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 2 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมูลค่าการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินพิจารณาตามประเภทความเสียหายของทรัพยากรดิน ได้แก่ ปัญหาการชะล้างพังทลายที่ทำให้สูญเสียธาตุอาหารของพืช ปัญหาดินเค็ม และปัญหาดินถล่ม พบว่า มูลค่าความเสียหายการสูญเสียธาตุอาหารจากการพังทลายของดินมีค่าเฉลี่ย 4,802 ล้านบาทต่อปี มูลค่าการสูญเสียรายได้จากดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าเฉลี่ย 2,518 ล้านบาทต่อปี และมูลค่าความเสียหายจากดินถล่มซึ่งครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สิน บ้านเรือน ถนน สถานที่ราชการ และทรัพย์สินอื่นๆ แต่ไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียชีวิตมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 157 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น มูลค่าความเสียหายโดยรวมด้านทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน จากปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ปัญหาดินเค็ม และปัญหาดินถล่ม มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยรวม 7,477 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 4.0 มีความเห็นว่าปัญหาการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
| |
|
สถานการณ์
ขยะที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของประชากร ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาขยะที่เกิดขึ้นในชุมชนทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2539 มีปริมาณขยะชุมชน 13.2 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2548 ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเป็น 14.3 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นอัตรา
การเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 1.0 ต่อปี โดยสัดส่วนร้อยละ 20 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นขยะที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร และร้อยละ 30 เกิดขึ้นในเขตเทศบาลและเมืองพัทยา ส่วนที่เหลือเป็นขยะที่เกิดขึ้นนอกเขตเทศบาล นอกเหนือจากปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นแล้วการกำจัดขยะของภาครัฐยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ดังนั้นการนำขยะกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางจัดการกับปัญหาขยะที่สำคัญ ซึ่งในปัจจุบันร้อยละ 21.7 ของขยะที่เกิดขึ้นได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายของปัญหามลพิษจากขยะในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 7 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้ การประเมินมูลค่าความเสียหายจากขยะเป็นการประเมินต้นทุนการกำจัดขยะเฉพาะปริมาณขยะที่เกินศักยภาพในการกำจัด โดยใช้ต้นทุนการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบ ซึ่งมีต้นทุนเท่ากับ 515.33 บาทต่อตัน (ราคาปี พ.ศ. 2547) พบว่า ต้นทุนความเสียหายจากมลพิษจากขยะที่ภาครัฐไม่สามารถจัดการได้มีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 4,797 ล้านบาทต่อปี
ส่วนผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 5.2 มีความเห็นว่า ปัญหาปริมาณขยะที่มีมากเกินความสามารถในการกำจัด เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
| |
|
สถานการณ์
คุณภาพอากาศของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2539-2548 แต่ยังมีปัญหาทางด้านฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และก๊าซโอโซนที่มีค่าเกินมาตรฐาน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สระบุรี และเชียงใหม่ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และการเผาในที่โล่ง ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นขนาดเล็กในบรรยากาศยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจค่อนข้างรุนแรง
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายที่เกิดจากปัญหามลพิษทางอากาศในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 5 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องจากมลพิษทางอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในเขตเมือง การประเมินมูลค่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศเป็นการประเมินจากค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในเขตเมือง 21 จังหวัด ( 21 จังหวัด พิจารณาจากจังหวัดที่มีจำนวนประชากรในเขตเทศบาลเกิน 100,000 คน จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา และเพิ่มเติมจังหวัดที่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งแสดงถึงการต้องเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบริเวณดังกล่าวจำนวน 9 จังหวัด ซึ่งได้แก่ ลำปาง นครสวรรค์ สระบุรี ปทุมธานี ระยอง นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และภูเก็ต) โดยใช้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พบว่า ความเสียหายด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศมีมูลค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 5,866 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 3.4 มีความเห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
| |
|
สถานการณ์
สถานการณ์คุณภาพแหล่งน้ำจืด บริเวณแม่น้ำสายสำคัญ 49 สายและแหล่งน้ำนิ่ง 4 แหล่ง ในช่วงปี พ.ศ. 25442548 พบว่าคุณภาพน้ำโดยรวมมีแนวโน้มเสื่อมโทรมมากขึ้น โดยแหล่งน้ำที่มีดัชนีคุณภาพน้ำในเกณฑ์ดี มีสัดส่วนลดลง บริเวณที่มีปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ได้แก่ บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง แม่น้ำลำตะคองตอนล่าง และทะเลสาบสงขลา ซึ่งมีความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ และแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มสูง สาเหตุสำคัญมาจากชุมชนภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม
สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล ยกเว้นบริเวณอ่าวไทยตอนในซึ่งมีปัญหามาโดยตลอดเนื่องจากการรองรับน้ำเสียจากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง บริเวณดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออกบริเวณอ่าวชลบุรี จังหวัดชลบุรี และอ่าวไทยฝั่งตะวันตกบริเวณปากคลองบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี |
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายที่เกิดจากปัญหามลพิษทางน้ำในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 8 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยการรักษาคุณภาพแหล่งน้ำเป็นหน้าที่ของทุกคน คุณภาพแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรง ทั้งจากมลภาวะทางกลิ่น ภูมิทัศน์ เป็นแหล่งรวมของสารมลพิษ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคหลายชนิด เช่น โรคท้องร่วง โรคตับอักเสบ ไทฟอยด์ พยาธิปากขอ เป็นต้น การประเมินมูลค่าความเสียหายจากมลพิษทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นการประเมินจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของโรคอันเกิดจากมลพิษทางน้ำ 3 โรค (โรคท้องร่วง โรคไทฟอยด์ และโรคบิด) พบว่า มูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพจากมลพิษทางน้ำมีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 1,515 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 5.1 มีความเห็นว่าปัญหา
มลพิษทางน้ำ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
|
| |
|
สถานการณ์
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติและลิกไนต์แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ มีการนำเข้าพลังงานถึงร้อยละ 60 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด การใช้พลังงานของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยค่าความยืดหยุ่นของการใช้พลังงาน (Energy Elasticity) ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2548 เท่ากับ 1.2 และการผลิตและการใช้พลังงานได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสังคม
  ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ แต่สัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายกลับมีแนวโน้มที่ลดลง ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนมีปริมาณค่อนข้างคงที่
(หมายเหตุ: Energy Elasticity หมายถึง ค่าความยืดหยุ่นของการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เพื่อวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่ง Energy Elasticity มีค่าเท่ากับ 1.2 หมายความว่าอัตราการใช้พลังงานสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 1.2 เท่า แสดงว่าการใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ)
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
การประเมินมูลค่าความเสียหาย คำนวณจากค่าเสียโอกาสการใช้ทรัพยากรพลังงาน แต่ยังไม่มีการศึกษามูลค่าค่าเสียโอกาสการใช้ทรัพยากรพลังงาน จึงไม่สามารถคำนวณมูลค่าความเสียหายได้
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 15.3 มีความเห็นว่าปัญหาการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
| |
|
สถานการณ์
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประกอบด้วย ทรัพยากรป่าชายเลน แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล ชายฝั่งและชายหาด และทรัพยากรประมงทะเล ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่เกินความสามารถในการรองรับและปัญหามลพิษต่างๆ ทั้งนี้จึงส่งผลให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีสภาพเสื่อมโทรม
ในอดีตประเทศไทยมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์กระจายอยู่ทั่วไปตามแนวชายฝั่งทะเล โดยในปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่กว่า 2.30 ล้านไร่ แต่ในปี พ.ศ. 2539 พื้นที่ป่าชายเลนเหลือเพียง 1.05 ล้านไร่ ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม แหล่งชุมชน นากุ้ง และกิจกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ป่าชายเลน จนทำให้ป่าชายเลนถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลดาวเทียมในปี พ.ศ. 2543 พบว่ามีพื้นที่ป่าชายเลน 1.53 ล้านไร่ และเพิ่มขึ้นเป็น 1.72 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2547 เนื่องจากทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลนจนทำให้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าชายเลนมากขึ้น โดยในปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเภทอื่นๆ อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม ตัวอย่างเช่น ข้อมูลแนวปะการังในปี พ.ศ. 2542 พบว่าแนวปะการังในอ่าวไทยที่มีอยู่ 74.9 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 24 ของพื้นที่แนวปะการังในอ่าวไทยอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนถึงเสื่อมโทรมมาก แนวปะการังในฝั่งทะเลอันดามันมีพื้นที่ 78.6 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 50 ของพื้นที่แนวปะการังในทะเลอันดามัน อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนถึงเสื่อมโทรมมาก และจากเหตุการณ์การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ทำให้แนวปะการังในทะเลอันดามันได?รับความเสียหายมากถึงร้อยละ 13 ของพื้นที่แนวปะการังในทะเลอันดามัน ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นในทุกจังหวัดรอบอ่าวไทย โดยพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะอยู่ในขั้นรุนแรง (เฉลี่ยมากกว่า 5.0 เมตรต่อปี) มีระยะทางรวม 180.9 กิโลเมตร หรือร้อยละ 10.9 ของแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีการกัดเซาะรุนแรงมากที่สุด ส่วนปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอันดามันเกิดขึ้นน้อยกว่าชายฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงมีระยะทางรวม 23.0 กิโลเมตร หรือร้อยละ 2.4 ของแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน
สำหรับทรัพยากรประมงทะเลถือได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤต พบว่า มีการทำการประมงเกินศักยภาพการผลิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากจำนวนเรือและเครื่องมือประมงที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบจากการจับสัตว์น้ำทะเลเป็นจำนวนมากทำให้ทรัพยากรประมงทะเลในปัจจุบันอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม โดยปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำมีแนวโน้มลดลง กล่าวคือ อัตราการจับสัตว์น้ำต่อการลงแรงประมง (Catch Per Unit Effort: CPUE) ในอ่าวไทยลดลง โดยในปี พ.ศ. 2527 มีค่าเฉลี่ย 62 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ลดลงเหลือ 23 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ในปี พ.ศ. 2547
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้ การประเมินความเสียหายของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นการประเมินความสูญเสียจากการทำประมงเกินขนาดโดยพิจารณาจากปริมาณการจับสัตว์น้ำบริเวณอ่าวไทยที่เกินกว่าระดับการผลิตที่ให้ผลทางเศรษฐกิจสูงสุด (Maximum Economic Yield: MEY) ซึ่งมีค่าที่ประเมินไว้ในปี พ.ศ. 2541 เท่ากับ 875,370 ตันต่อปี (William 2005) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีการศึกษาต้นทุนของการทำประมงเกินขนาดของประเทศไทยว่าผลกระทบคิดเป็นมูลค่าเท่าใด ดังนั้นการศึกษานี้จึงใช้ราคาตลาดของผลผลิตทางประมง ในการประเมินมูลค่าต้นทุนการสูญเสียจากการทำประมงเกินขนาด อาจกล่าวได้ว่ามูลค่าที่คำนวณได้เป็นต้นทุนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงมูลค่าของปริมาณปลาที่จับเกินขนาดเท่านั้นแต่น่าจะเป็นต้นทุนอันเกิดจากค่าเสียโอกาสของการจับปลาขนาดเล็กเร็วกว่าเวลาอันควร โดยการศึกษาพบว่า ต้นทุนการสูญเสียรายได้จากการทำประมงเกินขนาดมีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 6,321 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 0.7 มีความเห็นว่าปัญหาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
| |
|
สถานการณ์
ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีการผลิตสารอันตรายภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 8.89 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2539 เป็น 26 ล้านตันในปี พ.ศ. 2548 ทั้งนี้เนื่องมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ความต้องการใช้สารอันตรายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสารเคมีที่ใช้มาจากทั้งที่นำเข้าและผลิตเองในประเทศ มลพิษจากสารอันตรายที่เกิดขึ้นคืออุบัติภัยจากสารอันตรายที่เกิดจากการขนส่งและการประกอบกิจการที่ใช้สารอันตรายในลักษณะการรั่วไหล เพลิงไหม้ และการระเบิด โดยในปี พ.ศ. 2543 เกิดอุบัติภัยจากสารอันตราย 21 ครั้ง และปี พ.ศ. 2548 เกิดขึ้น 22 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตและการสูญเสียทรัพย์สินมหาศาลในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากอุบัติภัยจากสารอันตรายเฉลี่ย 374 ล้านบาทต่อปี ผลกระทบจากสารอันตราย คือ การเกิดพิษต่อร่างกายจากการได้รับสารอันตรายโดยตรงและการแพร่กระจายของสารอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2538-2547 ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากการได้รับสารอันตรายทางการเกษตรเฉลี่ยปีละกว่า 3,000 ราย
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาอุบัติภัยจากสารอันตรายในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 9 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องมาจากอุบัติภัยจากสารอันตรายเป็นผลกระทบทั้งจากอุบัติภัยจากการขนส่งและอุบัติภัยจากการเก็บสารอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม อุบัติภัยจากสารอันตรายส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการขาดความระมัดระวังในการจัดการ ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากอุบัติภัยจากสารอันตรายมีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 374 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 1.9 มีความเห็นว่าปัญหามลพิษจากสารอันตราย เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
| |
|
สถานการณ์
ของเสียอันตรายครอบคลุมสิ่งของวัสดุที่ไม่ใช้หรือใช้ไม่ได้ที่เจือปนด้วยสารมีพิษ สารกัดกร่อน สารไวไฟ เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ เป็นต้น ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน ดังนั้น ของเสียอันตรายจากชุมชนที่เกิดขึ้นประมาณ 0.3-0.4 ล้านตันต่อปี จึงถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไป เนื่องจากของเสียอันตรายมีสารพิษ สารกัดกร่อน สารไวไฟเป็นองค์ประกอบซึ่งต้องการการกำจัดอย่างถูกต้อง หากมีการทิ้งปนไปกับขยะทั่วไปอาจทำให้สารมลพิษเหล่านั้นกระจายสู่สิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้
นอกจากนี้ ประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมดของประเทศ หรือ 1.4 ล้านตัน มีแหล่งกำเนิดมาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2548 ระบบการกำจัดของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมสามารถจัดการได้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ดังนั้น จึงยังพบปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมในที่สาธารณะหรือในที่ดินของเอกชนบางแห่ง ซึ่งจะต้องได้รับการจัดการต่อไป
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากของเสียอันตรายจากชุมชนในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ปัจจุบันของเสียอันตรายจากชุมชนถูกทิ้งปนไปกับขยะทั่วไป ไม่ผ่านวิธีกำจัดที่ถูกต้อง อาจเกิดการปนเปื้อนของสารอันตรายในระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำใต้ดิน ทรัพยากรดิน โดยในท้ายที่สุดการปนเปื้อนอาจเข้ามาสู่ห่วงโซ่อาหาร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ กรมควบคุมมลพิษได้ประเมินต้นทุนในการกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน ระดับต้นทุนนี้ทำให้มูลค่าความเสียหายหรือต้นทุนการกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชนมีค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) เท่ากับ 5,550 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 0.3 มีความเห็นว่าปัญหาการกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชน เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
| |
|
สถานการณ์
ทรัพยากรแร่ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงได้มีการพัฒนาแหล่งแร่และนำแร่มาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มแร่อุตสาหกรรมและหินปูน แม้การพัฒนาทรัพยากรแร่จะให้ประโยชน์อย่างมากมาย การดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่และแต่งแร่โดยไม่มีการควบคุมและป้องกันอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ การปนเปื้อนสารพิษในสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศและมลพิษทางเสียง และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งที่เกิดจากตัวแร่และกระบวนการพัฒนาแร่ขึ้นมาใช้ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนการรักษาพยาบาลและการสูญเสียรายได้ เช่น เหตุการณ์การปนเปื้อนของสารหนูบริเวณอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ประชาชนในพื้นที่เป็นโรคพิษสารหนูและสูญเสียชีวิตเนื่องจากการเป็นมะเร็งผิวหนัง เหตุการณ์การปนเปื้อนตะกั่วบริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ประชาชนมีระดับตะกั่วในเลือดสูง และต้องเข้ารับการรักษา และเหตุการณ์มลพิษทางอากาศจากฝุ่นขนาดเล็กจากเหมืองหินบริเวณตำบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี เป็นต้น
|
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายจากปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ในสิ่งแวดล้อมในรูปมูลค่า จัดอยู่ในลำดับที่ 10 ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิต ดังนั้นการคำนวณมูลค่าความเสียหายจากปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อม จึงครอบคลุมต้นทุนการรักษาจากการเจ็บป่วย ต้นทุนการสูญเสียรายได้จากการไม่ได้ทำงานเนื่องจากการเจ็บป่วย (รักษาตัวและพักฟื้น) และต้นทุนการสูญเสียรายได้จากการสูญเสียชีวิต (รายได้ตลอดอายุการทำงาน) จากเหตุการณ์ 4 เหตุการณ์ คือ การปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี การปนเปื้อนของสารหนูจากเหมืองดีบุก จังหวัดนครศรีธรรมราช (มีผู้เสียชีวิต) มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และการปนเปื้อนแคดเมียมจากเหมืองสังกะสี จังหวัดตาก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) ประมาณ 60 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 1.5 มีความเห็นว่าปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
| |
|
สถานการณ์
สถานการณ์มลพิษทางเสียงในบริเวณริมถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงปี พ.ศ. 2540-2547 มีค่าระดับเสียงเฉลี่ยเกินค่ามาตรฐาน (70 เดซิเบล เอ) โดยพบว่ามีจำนวนวันที่ระดับเสียงเกินค่ามาตรฐานมากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนวันที่ตรวจวัดทั้งหมด แหล่งกำเนิดเสียงที่สำคัญมาจากยานพาหนะ โรงงาน สถานประกอบการ การก่อสร้าง และแหล่งชุมชน สำหรับในพื้นที่ทั่วไป พบระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นบริเวณจังหวัดสระบุรี มีระดับเสียงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากกิจกรรมเหมืองหิน |
| |
มูลค่าความเสียหายและทัศนคติของประชาชน
ความเสียหายด้านสุขภาพของมลพิษทางเสียงในรูปมูลค่า สามารถประเมินจากต้นทุนการรักษาพยาบาลของบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยพิจารณาเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษจากเสียง แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน จึงยังไม่สามารถคำนวณมูลค่าความเสียหายได้
สำหรับผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 0.3 มีความเห็นว่าปัญหามลภาวะทางเสียงโดยเฉพาะเสียงดังในที่สาธารณะ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ |
 |
| |