| จากการวิเคราะห์ประเด็นป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่ถกเถียงกันมายาวนานกว่า ๑๕ ปี พบว่าความขัด |
แย้งไม่ใช่เกิดจากการเห็นต่างกันในตัวป่าที่มองเห็นสัมผัสได้ เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกันทอยากให้ป่าี่ |
รอดพ้นจากการถูกทำลาย ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำ แหล่งยา อาหารและความหลากหลายทางชีวภาพให้กับ |
| สังคมไทยและคนทั้งโลกอย่างยั่งยืนเหมือนกัน
แต่เป็นความต่างที่หยั่งรากลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของคนสอง |
ีกลุ่มที่มีวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างกัน คนกลุ่มหนึ่งที่่ |
|
ส่วนใหญได้รับการศึกษาในระบบ รับรู้ ข้อมูลข่าวสาร |
พิษภัยการทำลายป่าทั่วโลกมีวิถีอยู่กับมืองธุรกิจ |
อุตสาหกรรมและบริการไม่เข้าใจชนบทและวิถีชีวิติของ |
ชุมชนกับป่าแต่อยากให้มีป่าให้เป็นปอดของสังคม โดยมีส่วนร่วมตัดสินใจด้วย กับคนอีกกลุ่มหนึ่งทั้งที่มีู้ |
ความสนใจ และที่เรียนรู้อยู่กับดิน น้ำ ป่า ธรรมชาติ มีวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรและการเกษตรแบบชุมชน |
แบบลุ่มน้ำ และได้คุ้มครองรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าด้วยภูมิปัญญา ชุมชนท้องถิ่นซึ่งทนต่อการ |
พิสูจน์มาหลายชั่วคนจึงต้องการสิทธิตามกฎหมาย มารองรับการจัดการป่าของชุมชน คนทั้งสองกลุ่มนี้ |
ี้มีอยู่ในแวดวงวิชาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งนั้น กระบวนการป่าชุมชนจะเน้นหนัก |
ไปในทิศทางไหนจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและบทบาทของสถาบันทั้งในรัฐสภาและนอกสภาที่คนทั้ง |
สองกลุ่มมีส่วนในการตัดสินใจ |
| แม้กฎหมายป่าชุมชนจะมีผลบังคับใช้ แต่ถ้าไม่ได้อิงอยู่กับความเป็นจริงก็จะนำไปปฏิบัติได้ยากและ |
ความขัดแย้งก็ยิ่งจะรุนแรง และขยายตัวออกไปทุกหย่อมหญ้า
ซึ่งไม่มีผู้ใดพึงประสงค์ ปัญหาด้านป่า ทรัพยากร |
และสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยกฎหมายแต่เพียงลำพัง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนให้ |
คนรักษาป่าได้รับการคุ้มครองดูแล แต่ถ้ากฎหมายไม่ดีหรือผู้ใช้กฎหมายไม่ดีกฎหมายก็จะส่งผลในทาง |
ตรงกันข้ามตัวอย่างกฎหมายป่าชุมชน เกิดขึ้นแล้วมากมาย
ในประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศพ้นจาก |
ปัญหา ควรทำป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์หรือไม่? ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐาน (First generation problems) |
่แต่ สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดการจนนำไปสู่ความสมบูรณ์ของป่าจนสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเริ่มเผชิญกับ |
ปัญหาอีกระดับหนึ่ง
เรียกว่าปัญหาขั้นที่สอง (Second
generation problems) กล่าวคือ |
รัฐควรจะเก็บภาษีรายได้จากป่าชุมชนหรือไม่? ถ้าเก็บจะมีอัตราเท่าไร? |
| เส้นทางสู่ความสมานฉันท์ป่าชุมชนของประเทศไทยจึงไม่ได้สิ้นสุดที่กฎหมายป่าชุมชน แม้ความขัดแย้ง |
จะเป็นปรกติวิถีของมนุษย์และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนา แต่ความขัดแย้งที่ยาวนานบนฐานวัฒนธรรมความ |
เชื่อจึงไม่ใช่เรื่องปรกติที่สามารถจัดการได้โดยง่าย กฎหมายป่าชุมชน
จึงต้องอยู่บนหลักการที่เป็นสากล คือ |
์เชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น มีความสมดุลของ |
| อำนาจภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล
และมีความยึดหยุ่นเพื่อให้เวลาโอกาสและกำลังใจในการเรียนรู้ |
| กับคนที่ดูแลป่าจริงๆ ได้สะสมความสำเร็จ บทเรียน
ประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่ๆ
ที่จะช่วยเป็นภูมิคุ้มกัน |
ป่าและคนให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในระบบทุนนิยมผูกขาดซึ่งเป็นศัตรูตัวจริงของป่าและ |
ช่วยให้เกิดการสื่อสารเรียนรู้กับคนทุกกลุ่มในสังคมยอมรับเข้าใจกันจึงจะนำไปสู่ความ |
| จริงใจรักใคร่กันอย่างแท้จริง |
| |
|
|
| |
(ที่มา: เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ 2548. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 เรื่องสู่สังคมสมานฉันท์. วันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548 โรงแรมแอมบาสเดอรซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี. จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.) |
| |