กลับสู่หน้าหลัก
ความเป็นมา
แนวความคิด
คู่มือการจัดลำดับ
ฐานข้อมูล
ประเด็นสิ่งแวดล้อม
ดาวน์โหลด
แผนผังเว็บไซด์
 
 
การเมืองเรื่องป่าชุมชนบนเส้นทางสมานฉันท์
 
       
          “ ป่าชุมชน” เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในราว ๓ ทศวรรษมานี้เอง ป่าชุมชนเกิดจาก ๒ แนวคิด
แนวคิดแรก คือ การพัฒนาเมื่อองค์การเอฟเอโอเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการป่าเพื่อการพัฒนาชุมชน
ท้องถิ่น (Forest for local community development) โดยเห็นว่า ประชากรประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญอยู่กับ
ฐานเกษตรและทรัพยากร ชาวบ้านมากกว่าร้อยละ ๖๐ พึ่งพาปัจจัยสี่จากป่าป่าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อชีวิตและ
ผูกพันอย่างลึกซึ้ง กับวัฒนธรรมประเพณีของคนชนบท การพัฒนาชนบทจึงต้องเกี่ยวข้องกับป่า แนวคิดป่า
ชุมชน (Community forest) ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดป่าใช้สอยของไทยจึงเป็นที่ยอมรับของภาครัฐและกลาย
เป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาชนบท แนวคิดที่สอง เป็นเรื่องสิทธิ
มนุษยชน ป่าชุมชนเกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งด้านการจัดการ
ทรัพยากร และความต้องการให้รัฐคุ้มครองสิทธิของชุมชนในการจัด
การป่า ป่าชุมชนทั้งสองแนวคิดต่างก็เชื่อมโยงสัมพันธ์กับปัจจัยทาง
เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างใกล้ชิดตลอดมา
          
             ป่าชุมชนเป็นประเด็นทางสังคมการเมืองระดับชาติตั้งแต่ปี พ . ศ. ๒๕๓๒ เมื่อรัฐดำเนินนโยบาย
ผิดพลาดเอาป่าที่ชุมชนดูแลใช้สอยไปอนุญาตให้บริษัทเอกชนเช่าทำประโยชน์ ชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้านและ
เรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองการดูแลป่าของชุมชน กระบวนการทางกฎหมายเริ่มขึ้นโดยกรมป่าไม้
ยกร่างกฎหมายป่าชุมชนในปี พ . ศ. ๒๕๓๒ แต่ติดกรอบอำนาจรัฐในกฎหมายเดิมจึงไม่ได้รับการยอมรับภาค
ประชาชนไดยกร่างกฎหมายเสนอต่อรัฐบาลเช่นกันแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับเพราะขัดกับหลักคิดและวิธีปฏิบัติ
้ของรัฐที่เน้นการควบคุมมากกว่าการส่งเสริม การพัฒนากฎหมายป่าชุมชนต้องพบกับทางตัน โดยเฉพาะความ
ขัดแย้งประเด็นป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ แม้จะมีการประชุมสัมมนารับฟังความเห็นหลายครั้งเพื่อสมานฉันท์ร่าง
กฎหมายป่าชุมชนแต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้
กระบวนการในรัฐสภาเกิดขึ้นหลังประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี พ . ศ.
๒๕๔๐ ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศโดยประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
๕๒ , ๙๖๘ รายชื่อ ยื่นร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนเสนอรัฐสภาพร้อมๆกับ
ร่างพรบ. ป่าชุมชนของรัฐบาลและของพรรคการเมือง รวม ๖ ฉบับ
ร่างกฎหมายป่าชุมชนผ่านการเห็นชอบในหลักการ จากรัฐสภาเมื่อ ๕ ก . ค. ๒๕๔๓ ผ่านการพิจารณาของ
สภาผู้แทนราษฎรเมื่อ ๗ พ . ย. ๒๕๔๓ โดยมีสาระสำคัญให้ “ ชุมชนที่มีความพร้อมสามารถ ยื่นขอจัดตั้ง
ป่าชุมชนได้ทุกที่โดยอาศัยหลักการและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจการตัดสินใจแบบพหุภาคี
ีซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแมนป่าชุมชนและตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน"
มีมติเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๔ “ ห้ามมิให้จัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์" มิถุนายน ๒๕๔๘ รัฐสภา
จึงตั้งกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแก้ไข ให้รัฐกำหนดพื้นที่อนุรักษ์พิเศษ ไว้ก่อนภายใน ๒ ปีโดยห้าม
ไม่ให้ทำป่าชุมชนในเขตนี้ก่อนเริ่มกระบวนการทำป่าชุมชนได้ มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับป่า
ชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์แต่การตัดสินขั้นสุดท้ายอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร
        
           จากการวิเคราะห์ประเด็นป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่ถกเถียงกันมายาวนานกว่า ๑๕ ปี พบว่าความขัด
แย้งไม่ใช่เกิดจากการเห็นต่างกันในตัวป่าที่มองเห็นสัมผัสได้ เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกันทอยากให้ป่าี่
รอดพ้นจากการถูกทำลาย ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำ แหล่งยา อาหารและความหลากหลายทางชีวภาพให้กับ
สังคมไทยและคนทั้งโลกอย่างยั่งยืนเหมือนกัน แต่เป็นความต่างที่หยั่งรากลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของคนสอง
ีกลุ่มที่มีวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างกัน คนกลุ่มหนึ่งที่่
ส่วนใหญได้รับการศึกษาในระบบ รับรู้ ข้อมูลข่าวสาร
พิษภัยการทำลายป่าทั่วโลกมีวิถีอยู่กับมืองธุรกิจ
อุตสาหกรรมและบริการไม่เข้าใจชนบทและวิถีชีวิติของ
ชุมชนกับป่าแต่อยากให้มีป่าให้เป็นปอดของสังคม โดยมีส่วนร่วมตัดสินใจด้วย กับคนอีกกลุ่มหนึ่งทั้งที่มีู้
ความสนใจ และที่เรียนรู้อยู่กับดิน น้ำ ป่า ธรรมชาติ มีวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรและการเกษตรแบบชุมชน
แบบลุ่มน้ำ และได้คุ้มครองรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าด้วยภูมิปัญญา ชุมชนท้องถิ่นซึ่งทนต่อการ
พิสูจน์มาหลายชั่วคนจึงต้องการสิทธิตามกฎหมาย มารองรับการจัดการป่าของชุมชน คนทั้งสองกลุ่มนี้
ี้มีอยู่ในแวดวงวิชาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งนั้น กระบวนการป่าชุมชนจะเน้นหนัก
ไปในทิศทางไหนจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและบทบาทของสถาบันทั้งในรัฐสภาและนอกสภาที่คนทั้ง
สองกลุ่มมีส่วนในการตัดสินใจ
           
           แม้กฎหมายป่าชุมชนจะมีผลบังคับใช้ แต่ถ้าไม่ได้อิงอยู่กับความเป็นจริงก็จะนำไปปฏิบัติได้ยากและ
ความขัดแย้งก็ยิ่งจะรุนแรง และขยายตัวออกไปทุกหย่อมหญ้า ซึ่งไม่มีผู้ใดพึงประสงค์ ปัญหาด้านป่า ทรัพยากร
และสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยกฎหมายแต่เพียงลำพัง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนให้
คนรักษาป่าได้รับการคุ้มครองดูแล แต่ถ้ากฎหมายไม่ดีหรือผู้ใช้กฎหมายไม่ดีกฎหมายก็จะส่งผลในทาง
ตรงกันข้ามตัวอย่างกฎหมายป่าชุมชน เกิดขึ้นแล้วมากมาย ในประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศพ้นจาก
ปัญหา “ ควรทำป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์หรือไม่?” ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐาน (First generation problems)
่แต่ สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดการจนนำไปสู่ความสมบูรณ์ของป่าจนสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเริ่มเผชิญกับ
ปัญหาอีกระดับหนึ่ง เรียกว่าปัญหาขั้นที่สอง (Second generation problems) กล่าวคือ
รัฐควรจะเก็บภาษีรายได้จากป่าชุมชนหรือไม่? ถ้าเก็บจะมีอัตราเท่าไร?
          
    เส้นทางสู่ความสมานฉันท์ป่าชุมชนของประเทศไทยจึงไม่ได้สิ้นสุดที่กฎหมายป่าชุมชน แม้ความขัดแย้ง
จะเป็นปรกติวิถีของมนุษย์และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนา แต่ความขัดแย้งที่ยาวนานบนฐานวัฒนธรรมความ
เชื่อจึงไม่ใช่เรื่องปรกติที่สามารถจัดการได้โดยง่าย กฎหมายป่าชุมชน จึงต้องอยู่บนหลักการที่เป็นสากล คือ
์เชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น มีความสมดุลของ
อำนาจภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล และมีความยึดหยุ่นเพื่อให้เวลาโอกาสและกำลังใจในการเรียนรู้
กับคนที่ดูแลป่าจริงๆ ได้สะสมความสำเร็จ บทเรียน ประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยเป็นภูมิคุ้มกัน
ป่าและคนให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในระบบทุนนิยมผูกขาดซึ่งเป็นศัตรูตัวจริงของป่าและ
ช่วยให้เกิดการสื่อสารเรียนรู้กับคนทุกกลุ่มในสังคมยอมรับเข้าใจกันจึงจะนำไปสู่ความ
จริงใจรักใคร่กันอย่างแท้จริง
 
 
 
(ที่มา: เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ 2548. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 เรื่องสู่สังคมสมานฉันท์. วันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548 โรงแรมแอมบาสเดอรซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี. จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.)
 
 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย