กลับสู่หน้าหลัก
ความเป็นมา
แนวความคิด
คู่มือการจัดลำดับ
ฐานข้อมูล
ประเด็นสิ่งแวดล้อม
ดาวน์โหลด
แผนผังเว็บไซด์
 
 
ปัญหาตะกั่วที่ห้วยคลิตี้
    
    เหตุการณ์ปัญหาการปนเปื้อนของแร่ตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ อำเภอ
ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจาก
การรั่วไหลของหางแร่จากบ่อกักเก็บตะกอนกากแรของโรงแต่งแร่คลิตี้
บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับแร่ดิบมาจาก
เหมืองหาบบริเวณแหล่งแร่บ่องามและได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ในหมู่บ้านคลิตี้ล่างนำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชนที่อาศัยรอบบริเวณ
เหมืองแร่ตะกั่วและโรงแต่งแร่ว่าตะกั่วเหล่านี้ มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างไร ปริมาณตะกั่วที่ประชา
ชนได้รับ โอกาสของการรับสัมผัสตะกั่วระดับความรุนแรงของผลกระทบ ที่มีต่อสุขภาพความเสี่ยงต่อการได้รับ
ตะกั่วถ้าจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีบทบาทอย่างไรที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจะมี
ีมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร
              สารตะกั่วที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ หรือปนเปื้อนอยู่ตามธรรมชาติ หรือเป็นฝุ่นไอจาก กระบวน
การผลิตมีโอกาสเข้าสู่ร่างกายได ้3 ทาง คือ ทางผิวหนัง ทางปาก และทางเดินหายใจ โดยมีอัตราการดูดซึมที่แตก
ต่างกันจากการตรวจวัดระดับตะกั่วที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมตามจุดต่างๆ ตามเส้นทางที่ลำห้วยคลิตี้ไหลผ่าน ได้แก่
ในลำน้ำ ตะกอนธารน้ำ สัตว์น้ำ พบว่ามีปริมาณที่สูงเกินค่ามาตรฐานมากและในพืช ที่ปลูกบริเวณลำห้วยคลิตี้ พบ
การปนเปื้อนตะกั่วในพืชบางชนิดที่สูงเกินค่ามาตรฐาน การ สำรวจการปนเปื้อนบริเวณจุดตรวจวัดหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
ี้พบว่ามีระดับตะกั่วในสิ่งแวดล้อมเกินค่ามาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจ ระดับตะกั่วในหมู่บ้านคลิตี้ล่างกับ
หมู่บ้านข้างเคียงอีก 6 หมู่บ้าน ที่มิได้ อยู่ท้ายน้ำของลำห้วยคลิตี้ แต่เป็นพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงต่อตะกั่วในสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติ ได้แก่ หมู่บ้านคลิตี้บนห้วยเสือ ทุ่งนางครวญ เกริงกะเวีย
ท่าดินแดง และทิพุเย พบว่า ระดับตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน พืช ผัก มี
ระดับตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐาน มากในหมู่บ้านคลิตี้บนและห้วยเสือ
และพบการปนเปื้อนของตะกั่วในสัตว์น้ำสูงเกินค่ามาตรฐานเพียง
พื้นที่เดียว คือหมู่บ้านทิพุเย
             เพื่อแก้ไขปัญหาแร่ตะกั่วเข้าสู่ร่างกายสำหรับประชาชนในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ตรงจากปัญหาแร่ตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ จากเหตุการณ์รั่วไหลของหางแร่จากโรงแต่งแร่ของบริษัทตะกั่ว
คอนเซนเตรทส์ ( ประเทศไทย) จำกัดและประชาชนในหมู่บ้านอื่นอีก 6 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ที่สภาพแวด
ล้อมมีแร่ตะกั่วปนเปื้อนเช่นกัน จึงควรมีการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพจากการปนเปื้อน
แร่ตะกั่วในระยะสั้น ประกอบด้วย 1) การควบคุมความเสี่ยงเพื่อไม่ให้การปนเปื้อนแพร่กระจายออกไป 2) การ
ลดความเสี่ยงโดยการลดการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนแร่ตะกั่วโดยการปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะ
3) การให้การรักษาแก่ผู้ได้รับตะกั่วปนเปื้อนในเลือดในระดับที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ และ 4) การ
ประชาสัมพันธ์ใหข้อมูลถึงความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสภาพปัญหาและระดับความเสี่ยงอย่างถูกต้อง
ส่วนมาตรการ ในระยะยาว ประกอบด้วย 1) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อทราบขนาดของผลกระทบ
2) การเฝ้าระวังโดยการเก็บตัวอย่างในบริเวณเสี่ยงมาวิเคราะห์ การปนเปื้อน
ตะกั่วอย่างต่อเนื่อง 3) การตรวจสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่
เสี่ยงอย่างต่อเนื่องและ 4) การประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลถึงความเสี่ยงเพื่อสร้าง
ความเข้าใจแก่ประชาชนในการรับรู้ความเสี่ยงและนำไปสู่การปรับพฤติกรรม
ู่ให้เหมาะสมในการ จัดการความเสี่ยง
                ในส่วนของการประเมินความเสียหายด้านสุขภาพที่เป็นผลสืบเนื่องจากการทำเหมืองแร่นั้น
สามารถกระทำได้สองวิธี  ได้แก่ การประเมินความเสียหายจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น
่จริงหรือการประเมินจากความเต็มใจจะจ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล เนื่องจากความเสียหายด้านสุขภาพจาก
การเจ็บป่วยในบางสถานการณ์ไม่สามารถศึกษาได้จากค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุผล
หลายประการ อาทิ การไม่มีสถานพยาบาลเอกชนให้บริการในพื้นที่ ทำให้ไม่เกิดกระแสเงินไหลเวียนตาม
มูลค่าที่ควรเกิดขึ้นจริงดังเช่นกรณี ปัญหาแร่ตะกั่วที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น
              ด้วยเหตุนี้การศึกษาจึงเลือกใช้วิธีการประเมินมูลค่าจากการวัดความเต็มใจจะจ่ายในการรักษา
พยาบาลของประชาชน หรือที่เรียกว่า Contingent Valuation Method
(CVM) วิธีการนี้เป็นการคำนวณมูลค่าความเสียหายโดยการสัมภาษณ์
ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงว่ามีทัศนคติ อย่างไรหลังจากที่ได้ทราบว่า
์เกิดปัญหาตะกั่วในสภาพแวดล้อม เพื่อศึกษามูลค่าความเสียหายนั้นมักมี
การตั้งคำถามในรูปของ “ความเต็มใจที่จะจ่าย” (Willingness-To-Pay)
ีโดยระดับความเต็มใจจะจ่ายที่ผู้ป่วยตอบนั้นจะสะท้อนระดับความสำคัญ
ของปัญหาที่เกิดขึ้นเสมือนว่าหากมีการให้บริการรักษาพยาบาลของสถาน
พยาบาลเอกชนในพื้นที่จริง ประชาชนเหล่านั้นพร้อมจะเสียค่าใช้จ่ายมากสุดเท่าไรเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
ครั้งนี้ มูลค่าความเต็มใจจะจ่ายนี้เองจึงสามารถนำมาใช้้ในการศึกษาความเสียหายด้านสุขภาพได้
                         ผลการศึกษา พบว่า ระดับความเสียหายด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นเพราะการรั่วไหลของ
กากแร่ตะกั่วสู่ลำห้วยคลิตี้มีมูลค่า13.01 ล้านบาท โดยที่มูลค่าความเสียหายที่เหลืออีก 48.80 ล้านบาท
เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น เมื่อนำมูลค่าความเสียหาย จากเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นตั้งเป็น
เงินประกันความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมกับ ผู้ประกอบการเหมืองแร่ โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจริง
ต่อผู้ประกอบการ คือ ค่าเสียโอกาสของเงินประกันจำนวนนี้ ซึ่งถ้าใช้อัตราคิดลดที่แท้จริงเท่ากับ
ร้อยละ 5 พบว่า ค่าเสียโอกาสหรือค่าดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ผู้ประกอบการต้องสูญเสียไปคิดเป็นมูลค่า
ปัจจุบันตลอด 25 ปีเท่ากับ 9.17 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนความเสียหายด้านสุขภาพรวมของเหมือง
บ่องาม 2.14 ล้านบาท และเหมืองสองท่อ-บ่อใหญ่-บ่อน้อย 7.03 ล้านบาท มูลค่าทั้งสองนี้จะนำ
ไปใช้เป็นมูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพของของโครงการ
 
(ที่มา: กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. 2546. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร: การจัดทำแผนแม่บท
ทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมืองเพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรณีในเขต
เศรษฐกิจแร่ตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี. กระทรวงอุตสาหกรรม.)
 
 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย